ประวัติความเป็นมา
เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ วันที่ 28 กรกฎาคม 2567 และทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกาย กำลังพระปัญญา บำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ เพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงประชา และความวัฒนาถาวรของประเทศชาติ ส่งเสริมการศึกษา พัฒนาบุคลากรในระดับอุดมศึกษาโดยเฉพาะการศึกษาในท้องถิ่น ทรงติดตามและทอดพระเนตรศักยภาพของมหาวิทยาลัยราชภัฏที่จัดตั้งขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง
ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ดังนั้นมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่ง ได้มีปณิธานอันสูงส่งในการทำหน้าที่สร้างความสุขให้กับประชาชนชาวไทย ยึดหลักการทำงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง น้อมนำสู่การปฏิบัติตามพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “การศึกษาต้องสร้างให้ คนไทยมีคุณสมบัติ 4 ด้าน คือ มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง มีพื้นฐานชีวิต ที่มั่นคง - มีคุณธรรม มีงานทำ - มีอาชีพ และเป็นพลเมืองที่ดี”
นอกจากนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่ง ได้ร่วมกันทบทวนวิสัยทัศน์และ พันธกิจในการดําเนินงานของมหาวิทยาลัยเพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) ซึ่งประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การพัฒนาท้องถิ่น การผลิตและพัฒนาครู การยกระดับคุณภาพการศึกษา และการพัฒนาระบบการบริหารจัดการ ทั้งนี้
ดำเนินการตามยุทธศาสตร์และทำงานสนองพระบรมราโชบายอย่างเป็น รูปธรรม ปฏิบัติหน้าที่ตามพันธกิจได้สมบูรณ์ตามปณิธานของมหาวิทยาลัย
ที่จะเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่สมบูรณ์ ช่วยสร้างคุณค่าให้กับสังคมเป็นที่ประจักษ์ ในฐานะ “คนของพระราชา” และสนองพระบรมราโชบาย “สืบสาน รักษา ต่อยอด” เพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าสืบไป
เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีและสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศทั้ง 38 แห่งจึงได้รวมพลังแห่งความสามัคคี และความผูกพันต่อกัน จัดกิจกรรมการแข่งขันฟุตบอลมหาวิทยาลัยราชภัฏ ทั่วประเทศ “ราชภัฏคิงส์คัพ” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและ เทิดพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แผ่ไพศาล และทรงมีพระเมตตา เป็นล้นพ้นพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันดังกล่าว
ที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) มีมติให้ ความเห็นชอบมอบหมายให้ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ราชภัฏคิงส์คัพ” ครั้งที่ 2 ในระหว่างวันที่ 8 – 16 มีนาคม 2569 โดยมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศทั้ง 38 แห่ง ซึ่งจัดการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 รอบ คือ 1) รอบคัดเลือกระดับภูมิภาค เพื่อคัดเลือกทีมเข้ารอบสุดท้าย จำนวน 16 ทีม แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มภูมิภาค โดยแต่ละกลุ่มภูมิภาคไปดำเนินการ คัดเลือกกันเอง ซึ่งกําหนดให้คัดเลือกมาจากกลุ่มภาคเหนือ จำนวน 4 ทีม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 4 ทีม ภาคกลาง จำนวน 2 ทีม กลุ่มรัตนโกสินทร์ จำนวน 2 ทีม กลุ่มภาคะวันตก จำนวน 2 ทีม และ กลุ่มภาคใต้ จำนวน 2 ทีม โดยมหาวิทยาลัยที่เป็นเจ้าภาพให้สิทธิ์เข้าแข่งขัน รอบมหกรรมโดยไม่ต้องคัดเลือก 2) รอบมหกรรม จำนวน 16 ทีม จัดการแข่งขัน เป็น 4 สาย สายละ 4 ทีม จัดการแข่งขันแบบพบกันหมด
สัญลักษณ์การแข่งขัน
ถ้วยรางวัลสีทองทรงไทย
สัญลักษณ์แห่งพระมหากรุณาธิคุณ ถ้วยรางวัลสีทองที่มีรูปร่างวิจิตรบรรจง
สื่อถึงถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของการแข่งขัน
ความสง่างามและชัยชนะ สีทองสะท้อนถึงความเป็นเลิศและความสำเร็จที่กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏมุ่งมั่นจะบรรลุร่วมกัน
ลูกฟุตบอล เป็นแกนกลางของกิจกรรม ลูกฟุตบอลที่รองรับฐานของถ้วยรางวัล
สื่อถึงกีฬาฟุตบอลที่เป็นสื่อกลางในการสร้างความสามัคคี และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของชาวราชภัฏทั้ง 38
แห่งทั่วประเทศ โดยมีความมั่นคง การวางถ้วยรางวัลบนลูกฟุตบอล
แสดงถึงการขับเคลื่อนพันธกิจของมหาวิทยาลัยผ่านกิจกรรมกีฬาที่มั่นคงและมีมาตรฐาน ตัวเลข 2 และข้อความ "2nd RAJABHAT"
สื่อถึงการสานต่อเจตนารมณ์ ตัวเลข "2nd" ระบุถึงการจัดการแข่งขันเป็นครั้งที่ 2
ซึ่งเป็นการสานต่อความสำเร็จจากการแข่งขันครั้งแรก
เพื่อสร้างประเพณีการแข่งขันกีฬาที่ยั่งยืนแสดงถึงการรวมตัวของกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นตามพระบรมราโชบาย
และข้อความ "KING'S CUP" สื่อถึงชื่อรายการ "คิงส์คัพ" (King's Cup) ซึ่งเน้นย้ำถึงความจงรักภักดี
และการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นมิ่งขวัญของชาวราชภัฏ
สถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขัน
กำหนดกลุ่มตามภูมิภาค จำนวน 6 กลุ่ม ดังนี้
- กลุ่มภาคเหนือ จำนวน 8 แห่ง คัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย จำนวน 4 ทีม ได้แก่
1.1 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
1.2 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
1.3 มหาวิทยาลัยราชภัฏลําปาง
1.4 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
1.5 มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
1.6 มหาวิทยาลัยราชภัฏกําแพงเพชร
1.7 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์
1.8 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
- กลุ่มรัตนโกสินทร์ (กรุงเทพมหานคร) จำนวน 5 แห่ง คัดเลือก เข้ารอบสุดท้าย จำนวน 2 ทีม ได้แก่
2.1 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
2.2 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
2.3 มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี
2.4 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
2.5 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
- กลุ่มภาคกลาง จำนวน 5 แห่ง คัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย จำนวน 2 ทีม ได้แก่
3.1 มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
3.2 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
3.3 มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
3.4 มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์
3.5 มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
- กลุ่มภาคตะวันตก จำนวน 4 แห่ง คัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย จำนวน 2 ทีม ได้แก่
4.1 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม
4.2 มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี
4.3 มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง
4.4 มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
- กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 11 แห่ง คัดเลือก เข้ารอบสุดท้าย จำนวน 4 ทีม ได้แก่
5.1 มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
5.2 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
5.3 มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
5.4 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
5.5 มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ
5.6 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี
5.7 มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
5.8 มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
5.9 มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย
5.10 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
5.11 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
- กลุ่มภาคใต้ จำนวน 5 แห่ง คัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย จำนวน 2 ทีม ได้แก่
6.1 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
6.2 มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
6.3 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช
6.4 มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
6.5 มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา